พลังเครือข่าย พลังเยาวชน :
ขับเคลื่อนชุมชนสู่ความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อม

ข่าวประชาสัมพันธ์/การอบรม

คริสตจักรแม่แฮเหนือ คริสตจักรป่าเกี๊ยะน้อย และคริสตจักรพระพรแม่ลาเอก ได้ผนึกกำลังร่วมกันจัด “โครงการส่งเสริมเยาวชนและกลุ่มอาชีพ เรื่องความมั่นคงทางอาหารสู่การจัดการสวัสดิการชุมชน และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ” ระหว่างวันที่ 16–18 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ พื้นที่หมู่ 13 และหมู่ 17 ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนและชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ได้แก่ มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และมูลนิธิดรุณาทร รวมถึงทีมจิตอาสาในพื้นที่ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังของเครือข่ายที่มีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และการเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน

นางศิรินทร์ทิพย์ ยิ่งสินสัมพันธ์ ผู้จัดการโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนคริสตจักรแม่แฮเหนือ ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ของการจัดโครงการว่า


“อยากให้เยาวชน เขารู้ถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนนั้นไม่ได้มีแต่ตัวเขา และก็มีองค์กรหลายองค์กรที่อยู่ในพื้นที่ที่พร้อมจะซัพพอร์ตเขาในเรื่องการทำเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ถ้าเรามีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความมั่นคงทางอาหารที่ดีมันจะส่งผลต่ออาชีพในอนาคตของเขา เพราะว่าที่นี่ เป็นแปลงผักผลไม้เมืองหนาวที่ใหญ่อีกที่หนึ่งของประเทศค่ะ”

ในมุมมองของหน่วยงานภาครัฐ นายจั๋นติ๊บ นภาคีรีรมย์ หัวหน้าเขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงห้วยหยวก ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารแก่เยาวชน โดยกล่าวว่า


“เราจะเห็นว่าโครงการที่จัดอบรมเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้ได้ตระหนักถึงความเป็นอยู่ของชีวิตในครอบครัว โดยเฉพาะการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะพี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ก็จะอยู่กับป่า ป่าที่ไหนสมบูรณ์คนก็สมบูรณ์เช่นกัน”

ตลอดการจัดกิจกรรม มีผู้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 91 คน ประกอบด้วยเด็กและเยาวชน 51 คน และผู้ใหญ่ 40 คน จาก 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่แจ่ม อำเภอสะเมิง และอำเภอแม่วาง กิจกรรมมุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยส่งเสริมการทำเกษตรแบบไร้สารเคมี ควบคู่กับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการถนอมอาหาร เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

นายศิริชัย แซ่เจียม หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่เยาวชนจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการว่า


“เป็นโครงการที่ดีมากเป็นการต่อยอดให้กับเยาวชนที่ที่อยากเรียนรู้เรื่องพวกนี้ครับ คือการถนอมอาหาร เรามีทรัพยากรต่างๆ อยู่บนพื้นที่สูงแล้ว แต่ถ้าเรามีการเรียนรู้หรือการอบรมที่มีคุณภาพหรือมีประสิทธิภาพ และการต่อยอดเรื่องพวกนี้ ผมว่ามันจะเข้มแข็ง และทำให้ผู้บริโภคอย่างเราประหยัดและก็ปลอดภัยด้วย”

นางสาวอภิรดี อภิชัย นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการพัฒนาเชิงพื้นที่และการต่อยอดด้านสิ่งแวดล้อมว่า


“ถ้าในส่วนของที่เราเริ่มต้นในเรื่องของกลุ่มที่มีการพัฒนาแบบองค์รวม และมีความเข้มแข็งนั้น ทางศูนย์แม่แฮ เป็นศูนย์ชุมชนต้นแบบในส่วนของโครงการหลวง เป็นการพัฒนาแบบเชิงรวมที่เราอยากให้เกิดความยั่งยืน โดยเน้นตัวเยาวชนเป็นหลัก เพื่อให้เยาวชนกลับมาบ้านเรา มีความสำนึกรักบ้านเกิด แล้วอีกโครงการหนึ่งที่เราทำก็คือ ชุมชนคาร์บอนต่ำ ตอนนี้เราได้รับการรับรองและต่อยอด แล้วในอนาคตเราอาจจะทำเป็นโครงการนิเวศน์บริการ หรือว่า TGO เข้าสู่คาร์บอน เครดิตค่ะ”

ขณะที่ภาคชุมชนเองก็มีบทบาทสำคัญ นายวัฒนา ทรงพรไพศาล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ บ้านห้อยขมิ้น ได้สะท้อนบทบาทของคนรุ่นใหม่ว่า


“กลุ่มวิสาหกิจที่เราตั้งขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่กลับมาทำ ขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่แต่ให้คนรุ่นเก่าได้อยู่เบื้องหลังในการผลิตนะครับ เราอยากให้คนรุ่นใหม่กลับมา แล้วได้มีโอกาสได้แสดงความสามารถ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับคนรุ่นเก่า เพื่อที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาชุมชนให้ให้ให้ครบทุกๆ มิตินะครับ และก็ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ผมว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชุมชนเราเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นครับ”

เสียงจากผู้เข้าร่วมโครงการสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากระดับครัวเรือน นายซอติ๊วา ยิ่งสินสัมพันธ์ ได้เล่าถึงการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของครอบครัวว่า

“ตอนแรกที่ผมไปอบรมที่ต่างๆ มาไม่ว่าจะเป็น Youth and Creation Care  หรือว่าที่ม่อนฮักของอาจารย์ชิ หรือว่าอีกหลายๆ ที่ ที่ทางคอมแพสชั่นจัดให้หรือว่าอารยธามจัดขึ้นมา กลับมาได้เรียนรู้ว่าการที่จะเริ่มต้นในที่ของเราไม่ได้ใช้งบประมาณ ขอให้มีใจที่จะทำ เริ่มต้นด้วยสองมือสองเท้าของเรา เราเริ่มต้นด้วยการไปเอามื้อ ช่วยกันขุดบ่อเสร็จเราได้มีน้ำใช้ แล้วที่ของเราจะเป็นที่ที่ชุ่มชื้น เพราะว่าที่ของเราเมื่อก่อนเป็นที่ที่ใช้สารเคมีมายาวนาน เราไปอบรมแล้วเราอยากจะมีพื้นที่ที่ปลอดสารเคมี ก็เลยเริ่มจากที่ของตัวเราเอง แล้วเราเริ่มปลูกผัก เช่น ผักธรรมชาติในพื้นที่ไม่ใช่ผักที่เป็นผักเศรษฐกิจ เป็นผักที่เรากินทุกวัน”

ขณะที่เยาวชนหลายคนต่างค้นพบแรงบันดาลใจของตนเอง วีนัส กล่าวว่า


“วันนี้หนูได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำผักกาดแห้งค่ะ ซึ่งหนูไม่เคยทำมาก่อน หนูรู้สึกว่าผักกาดแห้งมีการทำที่ง่ายมากค่ะ แล้วก็เก็บรักษาได้นานด้วย แล้วก็หนูลองชิมแล้วอร่อยมากเลยค่ะ หนูอยากไปต่อยอดที่บ้านด้วยค่ะ”

อมร เยาวชนที่สนใจในเรื่องของเกษตรผสมผสาน ได้กล่าวเสริมว่า


“วันนี้ผมก็ได้ทำเป็นล้วนไม้ไผ่นะครับ ซึ่งไม้ไผ่นะครับสามารถหาได้จากแถว ๆ ชุมชนนี้นะครับ มาต่อยอดทำเป็นรั้วจะทำเป็นโดมที่ให้ผักเลื้อยพวกนี้ก็ได้นะครับ”

บารมี เยาวชนผู้รักธรรมชาติ กล่าวถึงคุณค่าของการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายว่า


“ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ โดยไม่ใช้พลาสติกหรือว่าอะไรที่มันทำลายธรรมชาติครับ และสิ่งที่ชอบก็คือบรรยากาศของนาและไร่ที่ไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง ”

และใบเฟิร์น เยาวชนที่สนใจงานจักสาน กล่าวว่า


“หนูได้เรียนรู้ในการสานค่ะ หนูชอบในการสานค่ะ และจะได้นำไปเป็นอาชีพเสริมได้ค่ะ”

ท้ายที่สุด นายซอติ๊วา ยิ่งสินสัมพันธ์ ได้สะท้อนภาพฝันของพื้นที่ในอนาคตว่า


“พื้นที่ของผมนั้น อนาคตอยากจะให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ โดยปลูกผักอย่างเช่นผักกูด ผักหนาม ผัก ผักธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ อยากจะให้เด็ก ๆ มาเรียนรู้และมาเรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาดิน โดยการคลุมดิน ห่มดิน โดยที่ไม่ได้ใช้สารเคมีครับ”

 

ด้านนางศิรินทร์ทิพย์ ยิ่งสินสัมพันธ์ ผู้จัดการโครงการฯ ได้กล่าวถึงความคาดหวังในระยะยาวว่า


“มีความคาดหวังว่า สุดท้ายแล้วเด็ก ๆ เยาวชนจะอยากกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองค่ะ เขาก็ต้องมีอาชีพที่รองรับตัวเขาโดยที่ยังอิงธรรมชาติ ความมั่นคงทางอาหารสิ่งที่เราทำไว้ ปูพื้นฐานไว้ตอนนี้เนี่ย จะส่งผลกับอนาคตข้างหน้า เขาไปเรียน เขาเอาความรู้ข้างล่างขึ้นมาประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เราวางรากฐานไว้แล้ว จะเป็นอาชีพที่เขาสามารถอยู่แล้วก็ดำรงในพื้นที่ได้แบบยั่งยืนค่ะ”

การจัดโครงการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ระยะสั้นเท่านั้น หากแต่เป็นการวางรากฐานสำคัญให้เยาวชน ชุมชน และเครือข่าย ได้ร่วมกันก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยั่งยืนอย่างแท้จริง

cithpr@gmail.com

Social Media 

มูลนิธิดรุณาทร

57/7 ซอย 3 ถนนทุ่งโฮเต็ล ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ 50000
โทรศัพท์ : 053 266 426 ถึง 9
Email : cithpr@gmail.com